======= +++ ขีดๆ เขียนๆ +++ =======


ในวันหยุดที่ฟ้ามัวหม่นแสงอาทิตย์ใกล้ลาท้องฟ้า มองไปเห็นรถแล่นอยู่เต็มถนน ขณะที่เดินมาเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินเหมือนทุกวัน แต่ความรู้สึกกลับต่างจากทุกที  เท้าที่ก้าวไปเรื่อยๆพาไปหยุดอยู่ที่ร้านน้ำติดถนนของคณะบัญชีแทนที่จะเป็นสถานีรถไฟฟ้า นั่งมองต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าคิดไปต่างๆทั้งเรื่องราวที่ผ่านมา
สิ่งซึ่งกำลังทำอยู่และบางอย่างที่ต้องทำในวันต่อๆไป รู้สึกว่าถ้าได้คุยกับใครสักคนคงดี โทรศัพท์ที่ถูกกดไล่ตามรายชื่อไปเรื่อยจนหมด แต่กลับไม่มีคนที่อยากจะพูดคุยด้วยเลย


แล้วรอยยิ้มของใครบางคน........ ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับแววตาที่มองมาด้วยความรักและเป็นห่วง ตามด้วยหลายๆอย่างที่เคยทำร่วมกัน ท่าทางที่แสดงออกและเสียงที่เคยได้ยิน
เขาคนนี้เองที่อยากจะพูดคุยด้วย อยากเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยากไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน


และอยากให้เป็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆตอนนี้
อยากกลับไปอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นนั้นอีก ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้  หลายครั้งที่คิดถึงเรื่องเหล่านี้แต่ไม่ได้รู้สึกอย่างวันนี้ บอกไม่ถูกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเรียกว่าอะไร แล้วรอยยิ้มของแม่ก็่ปรากฏขึ้นในความคิดอีกครั้งหนึ่ง  ก่อนที่เราจะยิ้มตอบและลุกขึ้นเดินต่อไป


พอฟ้าเริ่มมืดสองเท้าก็พาไปถึงจุดหมายที่น่าจะถึงนานแล้ว  เดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกเดิมที่ยังอยู่แต่ไม่ได้คิดอะไรเลย เลี้ยวซ้าย ตรงไป เลี้ยวขวา ไปเรื่อยๆกับเส้นทางเดิมที่ไม่ต้องนึกเพราะความเคยชิน


ถึงบ้าน กินข้าว ดูโทรทัศน์ เล่นอินเตอร์เน็ต แต่ทำไมยังรู้สึกอย่างเดิม ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าอธิบายเป็นคำพูดอย่างไร ทั้งที่ไม่คิดถึงใครแล้ว
มันเหมือนกับเหงาๆเศร้าๆ ก็ไม่เชิง ยกให้หนึ่งวันแล้วกันกับความเหงาและความเศร้า พอนอนหลับแล้วตื่นเช้ามาคงไม่เจอกันแล้วนะ....ความเหงา

 

สำหรับวันนี้ที่....เหงาและเศร้า

19 เมษายน 2551




ต้นไม้ใต้โลก เป็นหนังสือของทรงกลด บางยี่ขัน (ก้อง) ที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการช่วยเหลือและดูแลโลกแบบแนวๆ ได้อย่างน่าสนใจมาก โดยยกตัวอย่าง 100 ความคิดคันๆ ของคนอยากเปลี่ยนแปลงโลก (แต่ละเรื่องสั้นแค่ 1-2 หน้า)  ด้วยความคิดว่า การรณรงค์ทำเรื่องดีๆ ในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องเครียดหรือเชย แต่สามารถทำอย่างสนุกและสร้างสรรค์ได้  มี 2  เรื่องไอเดียดีๆ ที่นำมาเขียนให้อ่านกัน

                                                                                                                

        เรื่องแรกนั้นแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าจะเป็นคุณหนูไฮโซหรือแม่บ้านก็ช่วยพิทักษ์โลกนี้ได้
พวกเพนกวินที่โดนมลพิษจากคราบน้ำมันซึ่งขนของจะสูญเสียความสามารถในการกักเก็บความร้อนตามธรรมชาติไป โดยจะกันน้ำและทนร้อนทนหนาวได้น้อยลงซึ่งถ้าปล่อยให้มันเอาปากไปไซร้เพื่อทำความสะอาดขนตัวเอง ก็จะทำให้กลืนกินสารพิษเข้าไปอีกด้วย

รู้ไหมว่าพวกอนุรักษ์หัวใสคิดแก้ปัญหาอย่างไร

คำตอบคือจะถักเสื้อไหมพรมให้พวกเพนกวินใส่เพื่อกันหนาวและป้องกันไม่ให้มันเลียสารพิษเข้าปาก โดยได้มีการเชิญชวนให้มีการถักเสื้อไหมพรมและส่งไปให้เพนกวินสวม ทำให้แม้แต่คนที่อยู่คนละซีกโลกกับเพนกวินเหล่านั้นก็สามารถลงแรงช่วยพวกมันได้ ปรากฏว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะมีเสื้อไหมพรมถึง 25,000 ตัวหลั่งไหลมาจากทั่วโลก ตัวไหนได้มาตรฐานและขนาดก็นำไปสวมให้เพนกวิน ตัวที่ไม่ผ่านก็นำไปสวมให้ตุ๊กตาเพนกวินเพื่อวางขายนำรายได้มาสมทบทุนแทน เป็นการแก้ปัญหาและช่วยโลกได้อย่างน่ารักมากๆ

    
        อีกตัวอย่างเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างจี๊ดมากๆ ที่ตำบลโอดบี และวิกสตัน เบอเรอ ในเขต เลสเตอร์เชียร์ของอังกฤษ ต้องเผชิญกับปัญหา คนติดโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์งานคอนเสิร์ต และงานปาร์ตี้ตามที่สาธารณะ
ถ้าจะจับเจ้าของงานและปรับก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเสียเวลานานมากกว่า แค่พิสูจน์ว่าเจ้าของงานเป็นคนปิดโปสเตอร์ก็ยากแล้ว สุดท้ายเทศบาลทั้ง 2 ตำบล ก็เลือกวิธีการหาคนมาทำความสะอาดเป็นระยะๆ 

จนวันหนึ่งก็มีคนคิดไอเดียใหม่ขึ้นมา ซึ่งใช้งบประมาณแค่ 17,000 บาท รู้ไหมว่า เขาทำอย่างไร
ได้มีการสั่งผลิตสติกเกอร์สะท้อนแสงสีส้มที่ตรงกลางมีตัวอักษรสีดำคำว่า 

                    “Cancelled” 

แล้วก็นำสติกเกอร์นี้ไปแปะทับบนโปสเตอร์คอนเสิร์ต หรืองานปาร์ตี้ทั้งหลาย แค่สติกเกอร์เล็กๆ แค่นั้น ทำให้โปสเตอร์ระเกะระกะติดตามที่สาธารณะทั้งหลายหายวับ ไปกับตาเลย

เพราะสติกเกอร์เล็กๆ ชิ้นนั้นทำให้วัตถุประสงค์ของการติดโปสเตอร์เปลี่ยนไปแทนที่จะประชาสัมพันธ์งาน กลับกลายเป็นฆ่าตัวตาย ไม่มีใครซื้อบัตรคอนเสิร์ตหรือปาร์ตี้เลย เพราะคิดว่างานถูกยกเลิกไปแล้ว
และก็ไม่มีใครกล้าโวยวายเพราะเท่ากับประกาศตัวว่าเป็น คนติดโปสเตอร์ เป็นกลยุทธ์การแก้ปัญหาแบบ   "เกลือ" จิ้ม "เกลือ" ที่สุดยอดจริงๆ


        ถ้ากล่าวถึงกระแสโลกร้อนคงเข้ากับอากาศที่เมืองไทยตอนนี้โดยไม่ต้องจินตนาการ จึงมีหนังสือเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนออกมามากมาย แต่ ต้นไม้ใต้โลก เป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจง่าย และไหลลื่นที่อยากให้หลายคนได้สัมผัส บางทีอาจได้รู้ว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็อาจเป็นวิธีการดูแลโลกวิธีหนึ่ง หรือบางครั้งอาจช่วยจุดประกายความคิดในการแก้ปัญหาของบางคน  เพราะบางเรื่องเพียงแค่ความคิดง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างดี ถ้าใครสนใจอยากรู้ต่อมากกว่าในหนังสือ ก็มีเว็บไซด์เกี่ยวกับเรื่องราวนั้นๆอยู่ตอนท้ายแต่ละเรื่อง ให้ได้ไปอ่านต่อด้วย ยังเหลืออีก 98 ไอเดียดีๆ ที่ช่วยกันดูแลโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นซึ่งสามารถหาได้จากหนังสือเล่มนี้ 

        นอกจากนี้ยังมีเว็บไซด์ "เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา"  ซึ่งเกิดขึ้นจากหนังสือเล่มนี้ที่ตั้งใจรวบรวมและชักชวนคนที่คิดและอยากลงมือทำเพื่อช่วยโลกจริงๆ อย่างตอนนี้กำลังมีโครงการจัดงาน ‘เปิดตัวผู้อ่าน’ โดยจะชวนผู้อ่านไปปลูกป่า เพื่อชำระบาปจากการโค่นต้นไม้มาทำหนังสือที่เชียงใหม่ หรืออย่างวันนี้ก็มีการชวนกันลงแรงเพื่อช่วยอาจารย์ท่านหนึ่งขุดลอกบ่อที่สระน้ำข้างตึกพฤษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (คณะเราเองนี่หว่า เสียดายจังที่ไม่สบายงั้นจะไปช่วยอีกแรง) ใครสนใจอยากเป็นเครือข่ายต้นไม้ขี้เหงาก็เข้าไปชมกันได้ที่ http://www.lonelytrees.net/

ทรงกลด บางยี่ขัน เป็นบรรณาธิการของนิตยสาร “a day” ที่เป็นคนช่างคิด ได้รู้จักตัวหนังสือของเขาครั้งแรกเมื่อสามปีก่อนในงานหนังสือที่บูท a day เจอหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อตอนในหนังสือ ...ฝันตกไม่ทั่วฟ้า, ฉนวนกันความรัก, เสียงพระอาทิตย์ตก, น้ำหนักของความเศร้า, ทะเลของคนว่ายน้ำไม่เป็น, เงา เหงา เหงา, ฝุ่น อุ่น อุ่น, จดหมายร้อยปี ไปรษณีย์ร้อยชาติ... คนขายก็เชียร์และชี้ไปที่ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างใน บอกว่าเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มที่เราถืออยู่ในมือ ถ้าซื้อก็จะได้ลายเซ็นด้วย ตอนนั้นไม่ได้สนใจลายเซ็นเพราะไม่รู้จัก แต่ชอบหนังสือเลยซื้อมา และได้ข้อความดีๆบนหนังสือ "นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าขวา" ที่เป็นลายมือพี่ก้องแถมมาด้วย ในปีถัดมาก็ได้เจอพี่ก้องอีกครั้ง ที่งานหนังสือเช่นเดิม เพราะเข้าไปฟังงานเปิดตัวหนังสือภาพชุด "พาราไดซ์ ลอสต์" ของ จิมมี เลียว คราวนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกันนิดหน่อย พี่ก้องเป็นคนช่างคิดและน่ารักมากๆคะ



"คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม? 

เชื่อหรือเปล่าว่าถ้าคนสองคนเกิดมาคู่กันแล้ว   ต่อให้อยู่คนละฝั่งฟ้า...วันหนึ่ง...จะได้พบเจอ..

เอาเถอะ!!  อย่าเพิ่งตอบผมตอนนี้....ฟังเรื่องของผมก่อน...บางที...คุณอาจจะได้คำตอบที่แตกต่าง"


ข้อความส่วนหนึ่งจากหนังสือเราจะข้ามเวลามาพบกัน” (Only Love Is Real) ซึ่งเขียนโดย ดร.ไบรอัน แอล. ไวส์ (Brian L. Weiss, M.D.) แปลและเรียบเรียงโดย  มณฑานี ตันติสุข

เพลง เราจะข้ามเวลามาพบกัน

ทุกครั้งที่ฉันร้องไห้จวบจมทะเลน้ำตา
เหว่ว้าและเคว้งคว้างกลางผู้คน เจ็บจนไม่อยากหายใจ
ถูกรักทำร้ายจนเปราะบาง ขอบฟ้าความหวังซีดจางเหลือเกิน
แต่บอกกับใจไม่หยุดฝันอธิษฐานในกาลนิรันดร์
อย่าหยุดศรัทธาสักวันคงได้พบเธอ

*อีกครึ่งหนึ่งของดวงวิญญาณฉันรออยู่
คนเคยรู้ใจคนเคยรู้จัก จำฉันได้ไหม เราเคยพลัดพรากกัน

(อีกครึ่งหนึ่งของดวงวิญญาณฉันรออยู่
คนเคยรู้ใจคนเคยรู้จัก เธอไปอยู่ไหน เราคงพลัดพรากกัน)

**หากเธอกับฉันสวนทางกันในความฝัน
อยากให้สายตาเราได้จ้องกัน
และให้เธอบอกฉัน ว่าฉันข้ามเวลาเพื่อมาพบเธอ

(หากเธอกับฉันสวนทางกันในความฝัน
อยากให้สายตาเราได้จ้องกัน
โปรดให้เธอบอกฉัน ว่าฉันข้ามเวลาเพื่อมาพบเธอ)


ฉันใช้ชีวิตมืดมนดั่งคนที่มีแผลใจ
แผ่นดินและผืนฟ้ากว้างไกลมันกลับไม่เหลือทางให้เดิน
ทอดทิ้งรักแท้ที่ข้างทาง ปล่อยทิ้งความหวังที่พังยับเยิน
อยากบอกกับใจให้หยุดฝันอธิษฐานในกาลนิรันดร์
เจ็บกับศรัทธากี่วันก็ไม่พบเจอ

(*/**)

หากเธอกับฉันสวนทางกันในวันนั้น
ยามที่สายตาเราได้จ้องกัน
อยากให้เธอบอกฉันว่าเราข้ามเวลาเพื่อมาพบกัน

................

เสียงร้องคู่โดย ปอย Portrait - ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ
แต่งเนื้อร้องโดย โจ มณฑานี ตันติสุข ทำนองและเรียบเรียงโดย North Boy

เป็นเพลงประกอบบทประพันธ์ "เราจะข้ามเวลามาพบกัน" (Only Love Is Real)

ในหนังสือบอกว่า

การได้พบกันของคนสองคนไม่ใช่ "ความบังเอิญ" หากเป็นเรื่องของ "โชคชะตา"

แล้วคุณเชื่ออย่างนั้นหรือเปล่า ?????


วันหนึ่งร่างกายจะถามหัวใจ

เวลาฉันเจ็บ...หมอยังรักษาฉันได้   

แต่ถ้าเวลาเธอเจ็บ ใครจะรักษาเธอ

หัวใจจะตอบว่า

ฉันต้องรักษาตัวเอง     นั่นเป็นเพราะ ...เวลาที่เจ็บ

ทุกคนจะมีวิธีการรักษาของตัวเอง.....ดื่ม ร้องเพลง อาละวาด หัวเราะ หรือ ร้องไห้

ไป เที่ยวแล้วใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ หรือแม้แต่วิ่งมาราทอน

หรือที่แย่ที่สุด ก็คือ ไม่ใส่ใจกับความเจ็บปวดนั้น

 

วิธีของฉันก็คือ ทำขนมตอนเช้าอย่างเช่นตอนนี้

แม้ว่าพ่อของฉันจะจากไป..........หรือความสัมพันธ์อันลึกซึ้งจะจบลง

ฉันก็มาที่ครัวเพื่อทำขนม    กลิ่นของเค้กที่อบแล้วจะช่วยรักษาฉัน

จะมีวิธีการไหน ที่หวานไปกว่านี้อีกมั๊ยนะ

                                                                                        จาก My Lovely Kim San Soon


 

ตำนานการเดินทางที่ผ่านการบอกเล่า

เป็นถ้อยคำเรียงร้อย...เป็นสีสัน...เป็นภาพสวย

 

จากหน้าหนึ่งของบันทึก จดจำเรื่องราวของภูผา

แม้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของลมหายใจ

แต่ก็เพียงพอที่จะนึกถึง

 

ที่ปลายทางเรารู้ว่าการค้นพบ

เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ของผู้ที่ค้นหาเสมอ

...................

 

คิดถึง...ซำแฮก ซำก๊กโดน

คิดถึง... น้ำแข็งไส แตงโมเหลือง

 

คิดถึง...สระอโนดาต สระแก้ว

คิดถึง...น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกเพ็ญพบใหม่

 

คิดถึง...ผานกแอ่น ผาหมากดูก ผาหล่มสัก

 

คิดถึงเธอ.......ภูกระดึง

 

 


 
                ไม่มีดินผืนใด ให้ไออุ่น                         เท่ากับดินที่คุณ ถือกำเนิด
                ไม่มีดินผืนใด ดูมั่นคง                            เท่ากับดินที่ลง สำมะโนครัว
                ไม่มีดินผืนใด ให้คุณเดิน                      เท่ากับดิน ที่คุณเดินตอนตั้งไข่
                 ไม่มีดินผืนใด มีความหมาย                   เท่ากับดินสุดท้าย ของเผ่าพันธุ์....
 

ไม่มีชายหญิงใด มีชีวิต                           หมกมุ่นครุ่นคิด แค่สืบพันธุ์
ไม่มีชายหญิงใด มัวแต่ฝัน                      ถึงแต่ตนทุกวัน ทุกเวลา
ไม่มีชายหญิงใด ไม่เคยคิด                     ถึงชีวิตต่อไป ภายภาคหน้า
ไม่มีชายหญิงใด ไม่อ่อนล้า                    ร่วงโรย ชรา ไปตาม กรรม

อย่ามัวแต่ฝัน อย่ามัวแต่คิด.                     ฝันถึงคิดถึง แต่ประโยชน์ส่วนตัว
เห็นแก่ตัว คนเห็นแก่ตัว                         แผ่นฟ้าจะมัว แผ่นดินจะหมองนองน้ำตา.

ไม่มีดินผืนใด ให้ไออุ่น                         เท่ากับดินที่คุณ ถือกำเนิด
ไม่มีดินผืนใด ดูมั่นคง                            เท่ากับดินที่ลง สำมะโนครัว
ไม่มีดินผืนใด ให้คุณเดิน                      เท่ากับดิน ที่คุณเดินตอนตั้งไข่
ไม่มีดินผืนใด มีความหมาย                   เท่ากับดินสุดท้าย ของเผ่าพันธุ์....

ไม่มีชัยชนะใดยิ่งใหญ่                           เท่ากับชัยชนะเหนือใจตน
ไม่มีภัยผองใดเหี้ยมโหดร้าย                 เท่ากับภัยผองไทยทำลายตน
ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ยังไม่หมองเศร้า       มีแผ่นดิน ปลูกข้าว เราอยู่ได้
ไม่มีเงินไม่มีทอง ค่อยหาใหม่               บนแผ่นดินสุดท้าย ของไทย ทุกคน

อย่ามัวแต่ฝัน อย่ามัวแต่คิด.                     ฝันถึงคิดถึง แต่ประโยชน์ส่วนตัว
เห็นแก่ตัว คนเห็นแก่ตัว                         แผ่นฟ้าจะมัว แผ่นดินจะหมองนองน้ำตา.

แผ่นดินเดือดร้อน ผู้คนหมองไหม้         ผู้คนใจร้าย แผ่นดินเดือดร้อน
แผ่นดินเหือดหาย ผู้คนเหือดสิ้น            หมดสิ้นแผ่นดิน หมดสิ้นเผ่าพันธุ์....

ไม่มีดินผืนใด ให้ไออุ่น                         เท่ากับดินที่คุณ ถือกำเนิด
ไม่มีดินผืนใด ดูมั่นคง                            เท่ากับดินที่ลง สำมะโนครัว
ไม่มีดินผืนใด ให้คุณเดิน                       เท่ากับดิน ที่คุณเดินตอนตั้งไข่

ไม่มีดินผืนใด มีความหมาย                   เท่ากับดินสุดท้าย ของเผ่าพันธุ์
ไม่มีผืนดินใด มีความหมาย                   เท่ากับผืนดินไทย ของคนไทย

เพลง แผ่นดิน แต่งโดย คาราบาว ในชุด อเมริโกย และมีเวอร์ชันที่ฟอร์ดร้องจากชุดมนต์เพลงคาราบาว ฟังแล้วนึกชื่นชมผู้แต่งที่ทั้งเนื้อร้องและทำนองฟังแล้วมันช่วยปลุกจิตสำนึกของคนให้นึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน

                บอกได้คำเดียวว่าอยากให้คนไทยรักและสามัคคีกัน เพื่อพ่อหลวงและประเทศไทย

ใครอยากฟังก้อนี่เลย http://yasinee36.googlepages.com/Ford_PaenDin.wma

 


"หนึ่งเดียวคือจิต        หนึ่งเดียวคือชีวิต

หนึ่งเดียวคือมิตร      หนึ่งเดียวคือคู่คิด

หนึ่งเดียวคือคู่ชีวิต    อย่าได้คิดว่าจะราบรื่นเสมอไป

และคงไม่มีใคร...จะทำให้ราบรื่นตลอดได้

เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์

 

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ควรศึกษาเรียนรู้ไตรลักษณ์เอาไว้

วันนีเรายังมีลมหายใจ แต่เราก็ไม่ควรที่จะชะล่าใจ

เพราะพรุ่งนี้เราอาจจะไม่มีลมหายใจ

ควรทำสมาธิหรือความดีไว้นั่นแหละดี"

                                     จากชีชเรียนหลักสูตรครูสมาธิ

 

ได้ไปเรียนการฝึกสมาธิที่วัดสิริกมลาวาส(วัดใหม่เสนานิคม)มาเลยเอามาฝาก

อ่านแล้วก็นึกถึงคำอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ว่า "พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว"

ชีวิตเราคงไม่แน่นอนหมั่นทำความดีและสิ่งที่อยากทำไว้จะได้ไม่เสียใจเมื่อไม่มีลมหายใจ

เขาสอนอย่างละเอียดและให้ฝึกปฏิบัติอย่างตลอด ทำแล้วสบายใจและสดชื่นด้วย

ไว้จะเอามาฝากอีก

 

 


Blog Entryงานสามห้าปีวิดยาAug 19, '07 2:52 PM
for everyone

..................................................

      วันเวลาที่ผ่านล่วงเลย         พวกเราเคยสุขทุกข์ด้วยกัน

ต่างก็มีความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน  ก้าวเข้ามาเรามารวมกัน

สร้างความฝันให้ชีวิตเรา           อย่ามัวมานั่งซึมซบเซา

ช่วยกันเขย่าเราคือวิดยา           ลา ลั่น ล้า  ลั่น ล้า ลั่น ล้า

ลา ลั่น ล้า  ลั่น ล้า ลั่น ล้า         ลา ลั่น ล้า  ลั่น ล้า ลั่น ล้า

 

       เป็นอีกหนึ่งวันที่กลับไปอยู่กับเพื่อนๆ ถึงจะไม่ครบแต่ก้อสนุกและอบอุ่น

ที่ร้านน้ำนมของแชมป์(ขอบคุณนะที่คอยรองรับเพื่อนๆเสมอ) คราวหน้าเอาให้สนุกกว่านี้นะ

 

 


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help

Template design - Copyright © 2005 Sam Royama All rights reserved.