ตำนานการเดินทางที่ผ่านการบอกเล่า
เป็นถ้อยคำเรียงร้อย...เป็นสีสัน...เป็นภาพสวย
จากหน้าหนึ่งของบันทึก จดจำเรื่องราวของภูผา
แม้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของลมหายใจ แต่ก็เพียงพอที่จะนึกถึง
ที่ปลายทางเรารู้ว่าการค้นพบ
เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ของผู้ที่ค้นหาเสมอ
...............................................
อยู่ๆก็นึกถึงตอนไปภูกระดึงสมัยตอนอยู่ปีสาม เลยเอามาลง
เป็นภาพที่ถ่ายจากกล้องฟิล์มแล้วมีพี่เอามาทำเป็นไฟล์ให้เลยไม่ค่อยชัด
เหนื่อยมากแต่ก็สนุกสุดๆ ใครเคยไปคงรู้ดีตอนเดินขึ้นเหนื่อยมากและคิดว่าจะไม่มาอีกแล้ว
ขานี้ปวดไปหมด แต่พอต้องกลับจริงๆกลับไม่อยากกลับและคิดว่าถ้ามีโอกาศต้องมาอีกแน่นอน
ก็บรรกาศดีๆ อากาศหนาวๆ (กลางวันร้อนกลางคืนหนาวมาก)
คนและแม่ค้าที่นั่นก็อัธยาศัยดีมาก มีน้ำใจ แต่ที่น่าทึ่ง คือ ลุงลูกหาบ
ที่บางคนแบกน้ำหนักถึง 70 กิโลกรัมเดินขึ้นภูกระดึง
แม้ภาพที่พบเห็นจะไม่ได้สวยงามเหมือนในรูป(เพราะช่วงที่ไปตอนนั้นแล้งมากๆ
น้ำตกไหลเหมือนน้ำที่มาจากก๊อก แสงก็ไม่ค่อยเป็นใจ)
แต่เป็นบรรยากาศการเดินทางที่ประทับใจ แล้วก็สนุกมากๆ
เพราะพวกเราเอาเต็นท์ไปกางเอง เอาหม้อสนามไปทำอาหารกินกันเอง(บางมื้อเท่านั้น)
เอากีต้าร์ขึ้นไปเล่นและร้องเพลงกัน บางครั้งความสุขและสนุกจากการไปเที่ยว
ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับผู้ร่วมเดินทางที่ร่วมชะตากรรมกับเรา
ทุกข์ด้วยกัน สุขด้วยกัน เขาถึงบอกคนจะรู้น้ำใจกันก็ตอนลำบาก
ใครที่มีโอกาศและยังมีแรงก็ลองชวนเพื่อนๆไปดูนะคะ
เพื่อนๆร่วมขบวนครั้งนั้นประกอบด้วย
แชมป์ (ผู้หอบหิ้วกีต้าร์ขึ้นภูแต่เล่นไม่คุ้มและเพื่อนก็ได้รู้ว่าแชมป์มีฉายาว่า "ไอ้อ่อน")
เปิ้ลโมดิ๊ (ผู้แบกน้ำและข้าวไว้ให้เพื่อนๆกินระหว่างทาง)
สี่ (ผู้ไม่เคยบ่นแล้วยังกางเต็นต์ให้เรานอน)
ลิ่ว (ผู้หัวเราะได้ตลอดแม้จะโดนทากกัดในเต็นท์)
เจี๊ยบ (ผู้จัดและช่างภาพประจำทริป)
นม (กิ๊ฟผู้อยู่รั้งท้ายและบ่นตลอดทางและได้ฉายาว่า "นางทาก")
พี่แหลมและพี่แอน (ขอบคุณนะคะที่หุงข้าวให้พวกเรากิน ไม่มีพี่ๆเราคงอดตาย)
เส้นทางนี้ก็คงจะน่าเดิน หากมีเราเดินเคียงกัน
ไม่ว่าจะเหนื่อยและทุกข์แค่ไหน แต่เราก็จะ็เดินด้วยกันจนสุดปลายทาง